วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

น้ำพริกแกงคั่ว



ส่วนผสม น้ำพริก + เครื่องแกง :

• พริกแห้งเม็ดใหญ่ แกะเมล็ดออกแช่น้ำให้นุ่ม 5 เม็ด

• เกลือป่น 1 ช้อนชา

• ข่าแก่หั่นละเอียด 1 ช้อนชา

• ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ

• กระเทียม 20 กลีบ

• หอมแดงซอย 10 หัว

• กะปิ 1 ช้อนชา


วิธีทำ น้ำพริก+เครื่องแกง :

1. โขลกพริกแห้งกับเกลือเข้าด้วยกันให้ละเอียด ใส่ข่า ตะไคร้ โขลกต่อให้ละเอียด

2. ใส่กระเทียม หอมแดง โขลกให้ละเอียด ใส่กะปิ โขลกให้เข้ากั

น้ำพริกเผา



ส่วนผสม น้ำพริก + เครื่องแกง :

• พริกแห้งเม็ดใหญ่เผา 5 เม็ด

• เกลือป่น ½ ช้อนชา

• หอมแดงเผา 8 หัว

• กระเทียมเผา 6 กลีบ

• กะปิ 1 ช้อนชา

• กุ้งแห้งป่น 1 ถ้วย

• น้ำมันพืช 2 ถ้วย

• น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ

• น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ

• น้ำมะขามเปียก 1 ½ ช้อนโต๊ะ


วิธีทำ น้ำพริก+เครื่องแกง :

1. โขลกพริกกับเกลือเข้าด้วยกันให้ละเอียด ตามด้วยหอมแดงเผา กระเทียมเผา และกะปิ โขลกต่อให้ละเอียด ตามด้วยกุ้งแห้ง โขลกเข้าด้วยกันพอทั่ว

2. นำน้ำพริกไปผัดกับน้ำมันให้หอม ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล และน้ำมะขามเปียก ผัดให้เข้ากัน

น้ำพริกแกงส้ม



ส่วนผสม น้ำพริก + เครื่องแกง :

• พริกแห้งเม็ดใหญ่สีแดง แกะเมล็ดออกแช่น้ำให้นุ่ม 6 เม็ด

• หอมแดงซอย 3 ช้อนโต๊ะ

• เนื้อปลานึ่งหรือกุ้งนึ่ง 50 กรัม

• เกลือป่น 1 ช้อนชา

• น้ำพริกเผา 1 ช้อนชา


วิธีทำ น้ำพริก+เครื่องแกง :

1. โขลกพริกกับเกลือให้เข้ากันดี ใส่หอมแดง, กระเทียม และโขลกต่อจนผสมกันดี

2. เติมน้ำพริกเผา, เนื้อปลานึ่งหรือกุ้ง และโขลกจนเข้ากันดี

น้ำพริกแกงพะแนง


ส่วนผสม น้ำพริก + เครื่องแกง :

• พริกแห้งเม็ดใหญ่ แกะเมล็ดออกแช่น้ำให้นุ่ม 5 เม็ด

• เกลือป่น 1 ช้อนชา

• ข่าแก่หั่นละเอียด 1 ช้อนชา

• ตะไคร้ซอย 1 ช้อนชา

• ผิวมะกรูดหั่นละเอียด ½ ช้อนโต๊ะ

• รากผักชีหั่นละเอียด 1 ช้อนชา

• กระเทียมซอย 10 กลีบ

• หอมแดงซอย 5 หัว

• พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา

• กะปิ 1 ช้อนชา

วิธีทำ น้ำพริก+เครื่องแกง :

1. โขลกพริกแห้งกับเกลือเข้าด้วยกันให้ละเอียด ใส่ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด รากผักชี โขลกต่อให้ละเอียด

2. ใส่กระเทียม หอมแดง โขลกต่อให้ละเอียด ใส่พริกไทยและกะปิ โขลกให้เข้ากัน


น้ำพริกแกงมัสมั่น



ส่วนผสม น้ำพริก + เครื่องแกง :

• พริกแห้งเม็ดใหญ่ แกะเมล็ดออกแช่น้ำให้นุ่ม 3 เม็ด

• เกลือป่น 1 ช้อนชา

• ข่าแก่หั่นละเอียดคั่ว 1 ช้อนชา

• ตะไคร้ซอยคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ

• กระเทียมเผา 2 หัว

• หอมแดงเผา 5 หัว

• ลูกผักชีคั่วป่น 1 ช้อนโต๊ะ

• ยี่หร่าคั่วป่น 1 ช้อนชา

• พริกไทยป่น 1 ช้อนชา

• กานพลูคั่วป่น 2 ดอก

• กะปิ 1 ช้อนชา

วิธีทำ น้ำพริก+เครื่องแกง :

1. โขลกพริกแห้งกับเกลือเข้าด้วยกันให้ละเอียด ใส่ข่า ตะไคร้ โขลกต่อให้ละเอียด

2. ใส่กระเทียมและหอมแดงเผา โขกต่อให้ละเอียด

3. ใส่ลูกผักชี ยี่หร่า พริกไทย กานพลู และกะปิ โขลกให้เข้ากัน

น้ำพริกแกงเผ็ด



ส่วนผสม น้ำพริก + เครื่องแกง :

• ลูกผักชีคั่วป่น 1 ช้อนโต๊ะ

• ยี่หร่าคั่ว 1 ช้อนชา

• พริกไทยเม็ด 5 เม็ด

• พริกแห้งเม็ดใหญ่ แกะเมล็ดออกแช่น้ำให้นุ่ม 5 เม็ด

• เกลือป่น 1 ช้อนชา

• ข่าแก่หั่นละเอียด 1 ช้อนชา

• ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ

• ผิวมะกรูดหั่นละเอียด 1 ช้อนชา

• รากผักชีหั่น 2 ช้อนชา

• กระเทียม 10 กลีบ

• หอมแดงซอย 5 หัว

• กะปิ 1 ช้อนชา


วิธีทำ น้ำพริก+เครื่องแกง :

1. โขลกลูกผักชี ยี่หร่า และพริกไทย ให้ละเอียด ใส่ถ้วย

2. โขลกพริกแห้งกับเกลือเข้าด้วยกันให้ละเอียด ใส่ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด และรากผักชี โขลกต่อให้ละเอียด ใส่กะเทียม หอมแดง โขลกให้ละเอียด ใส่เครื่องเทศที่โขลกและกะปิด โขลกให้เข้ากัน

น้ำพริกแกงเขียวหวาน



ส่วนผสม น้ำพริก + เครื่องแกง :

• ลูกผักชีคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ

• ยี่หร่าคั่ว 1 ช้อนชา

• พริกไทยเม็ด 5 เม็ด

• พริกขี้หนูสีเขียวเม็ดใหญ่ 15 เม็ด

• เกลือป่น 1 ช้อนชา

• ข่าแก่หั่นละเอียด 1 ช้อนชา

• ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ

• ผิวมะกรูดหั่นละเอียด ½ ช้อนชา

• รากผักชีหั่น 1 ช้อนชา

• กระเทียม 9 กลีบ

• หอมแดงซอย 3 หัว

• กะปิ 1 ช้อนชา

วิธีทำ น้ำพริก+เครื่องแกง :

1. โขลกลูกผักชี ยี่หร่าและพริกไทยเข้าด้วยกันให้ละเอียด ตักใส่ถ้วยไว้

2. โขลกพริกขี้หนูสีเขียวกับเกลือเข้าด้วยกันให้ละเอียด ใส่ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด และรากผักชี โขลกพอละเอียด ใส่กระเทียม หอมแดง โขลกให้ละเอียด ใส่เครื่องเทศที่โขลกและกะปิ โขลกให้เข้ากัน

เครื่องแกงและน้ำพริกแกง

เครื่องแกงถือเป็นหนึ่งใน วัตถุดิบที่สำคัญมากอย่างหนึ่งในการปรุงอาหารไทย ซึ่งใช้ประกอบอาหารมากมายหลายประเภทด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทแกง, ผัด และอื่นๆ เครื่องแกงที่ใช้เป็นประจำในการประกอบอาหารไทยนั้นมีหลายอย่าง โดยแตกต่างกันในด้านของวัตถุดิบที่นำมาผสมทำเป็นเครื่องแกงและวัตถุประสงค์ ในการนำเครื่องแกงนั้นไปประกอบอาหาร สำหรับเครื่องแกงที่ขาดมิได้ในการประกอบอาหารไทย มีหลักๆ :

เครื่องปรุงอาหารไทย

อาหารไทยเป็นอาหารที่มีรสชาติกลมกล่อม ซึ่งนอกจากวัตถุดิบหลากหลายที่ใช้ในการปรุงอาหารไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ผักและสมุนไพรต่างๆแล้ว เครื่องปรุงรสยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รสชาติอาหารดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งเครื่องปรุงรสที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

รสหวาน : รสหวานที่สัมผัสได้ในอาหารไทยนั้น ส่วนหนึ่งได้มาจากความหวานของเนื้อสัตว์ที่ใช้ประกอบอาหารเอง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการปรุงรสหวานเพิ่มเติม จากการใส่ น้ำตาล ลงไป ซึ่งน้ำตาลนั้นมีหลายรูปแบบ ทั้งน้ำตาลทรายขาว, น้ำตาลทรายแดง และน้ำตาลปี๊บ ซึ่งน้ำตาลแต่ละชนิดก็จะมีความหวานและความหอมที่ต่างกันด้วย

น้ำตาลทรายขาวจะมีรสหวานมาก และจะไม่เปลี่ยนสีของอาหารที่ปรุงรสเพิ่มลงไป ขณะที่ น้ำตาลมะพร้าว (น้ำตาลปี๊บ) จะมีรสหวานที่อ่อนลงเมื่อเทียบกับน้ำตาลทรายขาว ซึ่งเหมาะสำหรับปรุงรสหวานอาหารประเภทแกงต่างซึ่งใช้กะทิเป็นส่วนประกอบ สำคัญ น้ำตาลมะพร้าวเมื่อนำไปปรุงอาหารอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นประเภทเส้นก๋วยเตี๋ยวผัดหรือนำไปต้มพะโล้ จะช่วยให้รสชาติอาหารดีขึ้นและกลิ่นยังหอมชวนรับประทานอีกด้วย สำหรับน้ำตาลทรายแดง ก็เหมาะกับการประกอบอาหารเช่นกัน และยังนิยมใช้ทำขนมหวานต่างๆ

รสเค็ม : รสเค็มสำหรับอาหารไทยส่วนมากจะเกิดจากการปรุงรสด้วย น้ำปลา (Fish Sauce) และเกลือ น้ำปลานั้นนอกจากจะเพิ่มรสเค็มให้อาหารที่ใส่ลงไปแล้ว ยังให้กลิ่นที่หอมเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยอีกด้วย นอกจากน้ำปลาและเกลือแล้ว ซ๊อสถั่วเหลือง (ซิอิ๊ว) และซ๊อสปรุงรสยังช่วยเพิ่มรสเค็มให้อาหารไทยได้เช่นกัน


รสเปรี้ยว : รสเปรี้ยวของอาหารไทยได้มาจากการปรุงรสโดยใส่ น้ำมะนาว, น้ำมะขาม, น้ำมะกูด และน้ำส้มสายชู ซึ่งใช้ต่างกันตามประเภทของอาหารที่ปรุง ยกตัวอย่างเช่น กรณีทำอาหารประเภทยำ นิยมใช้น้ำมะนาวในการปรุงรสเปรี้ยวเพราะจะได้กลิ่นที่หอมน่ารับประทาน ขณะเดียวกันน้ำมะขามจะให้ทั้งรสเปรี้ยวและรสหวาน ซึ่งเหมาะกับการปรุงรสอาหารที่ใช้กับน้ำตาลมะพร้าว เพื่อให้รสชาติของอาหารจานนั้นหอมและรสดีขึ้น น้ำมะกรูดมักจะใช้เฉพาะอาหารพิเศษที่ต้องการความเปรี้ยวและกลิ่นที่เป็นเอก ลัษณ์ โดยฉพาะเมื่อนำไปผสมกับน้ำมะนาวและปรุงรสในอาหารประเภทต้มยำ จะทำให้กลิ่นของอาหารหอมและชวนน่ารับประทานเป็นอย่างมาก


รสเผ็ด : รสเผ็ดของอาหารไทย เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ชาวต่างชาติจดจำอาหารไทยได้เป็นอย่างดี ซึ่งรสเผ็ดนั้นได้มากจากการปรุงรสด้วยพริก ที่มีทั้งพริกสดและพริกแห้ง พริกมีหลายประเภทแต่โดยทั่วไปแล้ว พริกที่มีขนาดใหญ่จะมีรสเผ็ดน้อยกว่าพริกที่มีขนาดเล็ก ความหอมของพริกแต่ละชนิดก็ต่างกันด้วย จากข้อมูลการวิจัย พริกมีสรรพคุณช่วยให้เจริญอาหาร ส่งผลให้อาหารที่มีพริกเป็นส่วนประกอบจะช่วยให้ทานอาหารมื้อนั้นๆได้มากขึ้น


ข้าว



สำหรับอาหารไทยนั้น ข้าวถือเป็นอาหารหลัก ข้าวให้คุณค่า สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย นอกจากนั้นข้าวยังให้วิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญอีกมากมาย ข้าวมีหลายประเภทด้วยกัน ทั้งชนิดเมล็ดยาว และเมล็ดสั้น บางประเภทมีสีขาว, สีแดง หรือสีดำ ข้าวสวยมักจะนิยมทาน กันในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศไทย ขณะที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ผู้คนนิยมบริโภคข้าว เหนียว (Glutinous or Sticky rice) นอกจากนั้นข้าวเหนียวยัง นิยมนำมาทำเป็นของว่างและขนมไทยอีกด้วย

ข้าวสาร : ในการหุงข้าวสารโดยไม่ใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้านั้น สัดส่วนการตวงระหว่างน้ำกับข้าวสารจะอยู่ที่ ข้าวสาร 1 ส่วน ต่อน้ำ 2 ส่วน จากนั้นจึงนำไปใส่หม้อต้มให้เดือด ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15 นาที ทั้งนี้ทั้งนั้นเวลาในการหุงอาจแตกต่างได้ในกรณีที่ข้าวที่ใช้หุงเป็นข้าว เก่า หรือข้าวใหม่ และปริมาณที่หุงต่อครั้งก็ส่งผลต่อเวลาในการหุงด้วยเช่นกัน เมื่อต้มได้ 10 – 15 นาทีแล้ว ก็นำฝาหม้อมาปิด (ปิดไม่ต้องสนิท เปิดทิ้งไว้นิดหน่อย) และลดไฟลงให้น้ำในหม้อค่อยแห้งลง ซึ่งจะใช้เวลาอีกประมาณ 5-10 นาที โดยจะสังเกตได้จากข้าวที่อยู่ข้างบนถ้าสุกดีแล้ว ข้างล่างก็จะสุกเช่นเดียวกัน ข้อควรระวังคือเมื่อน้ำแห้งหมดแล้วต้องระวังข้าวในก้นหม้อไหม้

ข้าวเหนียว : คนไทยในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมรับประทานข้าวเหนียวมากกว่า ข้าวสวย สำหรับการนึ่งข้าวเหนียวนั้น ข้าวเหนียวจะต้องนำไปล้างน้ำและแช่ไว้หลายชั่วโมง (ประมาณหนึ่งคืน) ก่อนจะนำไปนึ่ง ให้เทน้ำออกใส่หวด โดยหวดจะกรองน้ำออกจากข้าวเหนียวที่แช่ไว้ กรณีที่ตา (รู) ของหวดมีขนาดใหญ่ อาจจำเป็นต้องรองด้วยผ้าขาวบางก่อนที่จะเทข้าวเหนียวที่แช่น้ำใส่ลงไป จากนั้นจึงนำหวดไปตั้งบนหม้อที่ต้มน้ำไว้แล้ว เมื่อน้ำเดือดข้าวเหนียวที่อยู่ในหวดเหนือหม้อต้มก็จะเริ่มสุกอย่างช้าๆ เมื่อเริ่มสังเกตเห็นไอน้ำผ่านขึ้นมาจากข้าวเหนียวในหวด จะต้องหาฝามาปิดหวดและทิ้งไว้อย่างนั้นประมาณ 5 นาที จากนั้นก็ลองดูว่าข้าวเหนียวนุ่มหรือยัง ถ้ายังไม่นุ่มก็ให้เอาฝามาปิดหวดไว้อีกสักพักแล้วจึงตรวจดูว่าข้าวเหนียวสุก ดีหรือยัง

เมื่อข้าว เหนียวสุกดีแล้ว จึงปิดไฟแล้วนำข้าวเหนียวมาใส่บนถาด ใช้ช้อนแผ่ข้าวเหนียวออกเพื่อให้ไอน้ำที่ยังร้อนออกจากข้าวเหนียวที่สุก ถ้าไม่ทำเช่นนี้ข้าวเหนียวที่นึ่งสุกจะแฉะและไม่น่ารับประทาน

ผักและสมุนไพรไทย

การทำอาหารไทยให้อร่อย ต้องเริ่มต้นด้วยความพิถีพิถันในการเลือกซื้อ เครื่องปรุงที่สดใหม่ จัดเก็บเพื่อรอนำไปประกอบอาหารด้วยวิธีที่ถูกต้อง วัตถุดิบในส่วนของพืชผัก และสมุนไพรที่ใช้ในการทำอาหารไทยมีหลายประเภท อาหารไทยเป็นที่นิยมของคนทั่วโลกว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพเพราะสรรพคุณทางยา ของผักและสมุนไพรที่ใช้ในการปรุงอาหารเหล่านี้นั่นเอง ซึ่งเครื่องปรุงหลักๆมีดังต่อไปนี้ :

กระชาย [Finger Root] : เลือกรากที่สด อวบอ้วน เนื้อจะมีน้ำมาก กลิ่นหอม รสซ่า ล้างให้สะอาดก่อนใช้ ขูดเอาเปลือกออก แล้วล้างอีกครั้ง สรรพคุณ ช่วยไล่แก๊ส, ช่วยในระบบการย่อยอาหาร บรรเทาอาการจุกเสียดกระเพาะอาหาร กระชายยังอุดมด้วยวิตามิน เอ, บี12 และแคลเซียมด้วย

พริก แห้ง [Dried Chilies] : พริกแห้งโดยทั่วไปมักจะนำไปคั่วและตำให้ละเอียดเพื่อใช้เป็นเครื่องปรุง นอกจากนั้นพริกแห้งยังนิยมใช้ในการทำอาหารประเภทแกง สรรพคุณของพริกช่วยทำให้เจริญอาหาร ยังช่วยไล่แก๊ส, ลดเสมหะ, ขับปัสสาวะ และยังช่วยบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อยอีกด้วย.

หัวหอมใหญ่ [Onions] : หอมใหญ่ที่มีคุณภาพดีจะต้องมีน้ำหนักมาก ผิวแห้งและเรียบ เพื่อให้เก็บได้นานขึ้น ควรเก็บในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ไม่ควรแช่ไว้ในตู้เย็น

ข่า [Galangal] : เป็นพืชในตระกูลเดียวกับขิง มีรสเผ็ดร้อนและกลิ่นแรง ไม่เหมือนกับขิงธรรมดาทั่วไป ควรเลือกซื้อเฉพาะข่าอ่อน รากอวบอ้วน และผิวมีสีชมพูอ่อน สรรพคุณของข่าคือ ช่วยไล่แก๊สในลำไส้ และรักษาโรคท้องร่วง โรคบิด และยังช่วยลดเสมหะ

ตะไคร้ [Lemongrass] : ควรเลือกซื้อตะไคร้ที่ฐานบริเวณลำต้นอวบอ้วนและมีสีม่วงอ่อน เวลาใช้ต้องควรปอกเปลือกข้างนอกออกจนกระทั่งเห็นเนื้อข้างในที่มีสีชมพู สรรพคุณของตะไคร้คือช่วยในส่วนการย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ และช่วยบรรเทาอาการอาเจียน นอกจากนั้นยังช่วยลดความดัน และไล่แก๊ส ตะไคร้ยังใช้เป็นยาบรรเทาอาการเป็นไข้ และลดอาการปวดท้อง

หอมแดง [Shallots] : หอมแดงที่มีผิวสีม่วงอมแดง ให้กลิ่นที่แรงกว่าหอมแดงที่มีผิวสีออกเหลืองอ่อนซึ่งจะมีรสออกหวานกว่าเล็ก น้อย สรรพคุณของหอมแดงช่วยไล่แก๊ส ขับปัสสาวะ และช่วยรักษาอาก

อุปกรณ์เครื่องครัว





การประกอบอาหารไทยนั้น ง่าย และไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ หรือเครื่องครัวอะไรมากมาย หม้อหรือกระทะสักสองสามใบในครัวเรือนก็เพียงพอที่จะทำอาหารไทยได้แล้ว อย่างไรก็ดี การประกอบอาหารไทยก็มีเครื่องครัวสำคัญที่จำเป็นต้องมี หรือขาดไม่ได้ เหมือนกัน

การทำอาหารไทย เกี่ยวข้องกับการทำเครื่องแกงบ่อยครั้ง ซึ่งการผสมเครื่องแกงให้เข้ากันอย่างสมบูรณ์นั้น จำเป็นต้องมีเครื่องครัวที่เรียกว่า สาก+ครก (Mortar + Pestle) สาก+ครก นั้นมักจะทำจากหินแกรนิตที่มีน้ำหนักมาก นำมาปรับแต่งรูปทรงให้ได้เหมาะตามรูปทรงมาตรฐาน ซึ่งโดยทั่วไปคนไทยก็มักจะมี สาก+ครก อย่างน้อยหนึ่งชุดติดครัวไว้เพื่อประกอบอาหาร ในกรณีที่ท่านไม่มีเครื่องครัวชนิดนี้ เครื่องปั่นอเนกประสงค์ไฟฟ้าก็สามารถใช้ทดแทนกันได้ชั่วคราว สาก+ครกที่ทำจากหินมักจะใช้ในการผสมเครื่องแกงให้เข้ากัน ขณะที่ สาก+ครก ซึ่งทำจากไม้มักจะใช้ประกอบอาหารไทยประเภทตำ + ยำ เช่นส้มตำ (Papaya Salad) อาหารที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี
เครื่องครัวที่สำคัญ ใช้กันบ่อย และเป็นที่รู้จักกันอย่างดีน่าจะเป็นกระทะ ถ้าคุณคิดที่จะซื้อเครื่องครัวอะไรสักอย่างสำหรับประกอบอาหารไทย สิ่งแรกที่คุณก็ควรจะซื้อก็คือกระทะนั่นเอง กระทะสามารถประยุกต์ใช้ในการประกอบอาหารได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นการผัด การต้ม การทอด หรือแม้กระทั่งการนึ่ง จริงๆแล้วรูปทรงกระทะมีคุณสมบัติในการกระจายความร้อนได้เป็นอย่างดี ซึ่งเหมาะสมอย่างมากกับการประกอบอาหารประเภทผัด
กระทะนั้นมีทั้งที่ผลิตจากเหล็ก, อลูมิเนียม และทองเหลือง โดยทั่วไปครัวตามร้านอาหาร หรือโรงแรมมักนิยมใช้กระทะที่ทำจากเหล็กในการปรุงอาหาร อย่างไรก็ดีสำหรับกระทะเหล็กนั้น มีเคล็ดลับที่สำคัญก่อนการใช้กระทะใหม่ ขั้นตอนนี้เรียกว่า การเปิดกระทะ โดยกระทะเหล็กอันใหม่ที่เพิ่งซื้อมาจะต้องนำไปอังไฟจนแดงและชโลมด้วยน้ำมัน ที่หน้ากระทะ ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะจะเป็นการสร้างฟิล์มน้ำมันที่ผิวหน้าของกระทะ เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารติดกระทะในระหว่างการผัด ขั้นตอนนี้สำคัญมากและต้องทำหลายๆครั้ง ซึ่งหลังจากการเปิดกระทะแล้ว การบำรุงรักษาเป็นสิ่งสำคัญ หลังจากปรุงอาหารเสร็จ ควรล้างด้วยน้ำเปล่าหรือสบู่อ่อนๆ กับฟองน้ำเท่านั้น เพื่อไม่ให้ฟิล์มน้ำมันที่ติดอยู่บนผิวกระทะหลุดลอกออกไป

กระทะนั้นมีหลายขนาดให้เลือก ในขั้นตอนการเลือกซื้อนั้น คุณจำเป็นต้องคำนึงถึงปริมาณอาหารที่ปรุงเป็นประจำ ถ้าจำนวนสมาชิกครอบครัวไม่มากและปรุงอาหาร สำหรับรับประทานภายในครัวเรือนเท่านั้น ขนาดกระทะก็ไม่ควรจะใหญ่จนเกินไป เคล็ดลับที่ควรรู้คือ ถ้าคุณปรุงอาหารจำนวนที่ไม่มากในกระทะขนาดที่ใหญ่เกินไป จะส่งผลให้อาหารถูกความร้อนสูงที่เกิดจากผิวกระทะที่กว้าง อาหารจะแห้งและไหม้เร็วกว่าปกติ ในขณะเดียวกัน ถ้าปรุงอาหารในปริมาณที่มากกับขนาดกระทะที่เล็กเกินไป ก็จะส่งผลให้อาหารไม่ได้สัมผัสกับผิวกระทะที่ร้อนในปริมาณที่พอเหมาะ อาหารจึงสุกช้ากว่าที่ควรจะเป็น ด้ามจับกระทะที่เป็นไม้ช่วยให้สามารถจับกระทะในขณะที่ปรุงอาหารได้ง่าย แต่ถ้าเป็นกระทะที่ไม่มีด้ามไม้หรือมีด้ามเป็นเหล็ก การจับกระทะอาจต้องใช้ถุงมือหรือผ้าอื่นๆช่วย

เครื่องครัวอื่นๆที่จำเป็นในการประกอบอาหารไทย ได้แก่ ซึ้ง (Steamer) ซึ้งมักใช้ในการปรุงอาหารประเภทนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการนึ่งข้าวเหนียว (Sticky Rice) หรือการนึ่งปลา และนึ่งผักต่างๆสำหรับการรับประทานกับน้ำพริก ”ซึ่ง “ มีหลายชนิด ไม่ว่าจะผลิตจากอลูมิเนียม ซึ่งมีแบบชั้นเดียวหรือหลายชั้น นอกจากนั้นยังมี “ซึ้ง” ที่ทำจากไม้ไผ่ แต่ภาชนะด้านใต้ทำจากโลหะ ซึ้งไม้ไผ่ราคาถูกกว่าซึ้งอลูมิเนียม แต่ในการบำรุงรักษาจำเป็นต้องมีการผึ่งแดดให้แห้งสนิทเพื่อป้องกันเชื้อรา และการเสียรูปทรงของซึ้ง

เครื่องครัวอื่นๆ

thai fooเครื่องครัวอื่นๆ

ทัพพีใน การปรุงอาหารไทยนั้น สามารถใช้ในขั้นตอนการผัดอาหาร ขอบที่กลมทำให้การผัดทำได้ง่าย และไม่ทำลายฟิลม์น้ำมันที่ติดอยู่บนหน้ากระทะ นอกจากนั้นทัพพียังสามารถใช้กวนในขั้นตอนการต้ม ปรุงแกงหรือน้ำแกงได้อีกด้วย


นอกจาก เครื่องครัวที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว คุณสามารถที่จะประยุกต์ใช้เครื่องครัวที่คุณมี เพื่อทดแทนเครื่องครัวหลักในการปรุงอาหารไทยได้ หลังจากที่คุณทราบถึงแก่นแท้ในการปรุงอาหารไทยแล้ว คุณจะรู้ว่าเครื่องครัวชนิดใดเหมาะกับการปรุงอาหารประเภทใด และเครื่องครัวชนิดใดที่คุณสามารถใช้แทนเครื่องครัวที่คุณไม่มี อย่างเช่น คุณสามารถใช้กระทะต้มน้ำแกง แทนที่จะใช้แต่หม้อต้มน้ำแกง เป็นต้น . . .


เทคนิคการปรุงอาหาร


การปรุงอาหารไทยไม่ใช่ศาสตร์ที่ยากเกินไปสำหรับทุกคน รสชาติของอาหารไทยเกิดจากการปรุงรสอย่างกลมกล่อมของเครื่องปรุงและวัตถุดิบ หลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรต่าง ๆ (ใบกะเพรา, พริก, ผักชี, ขิง, กะทิ, กระเทียม, หอมแดง, ใบมะกรูด, น้ำปลา และซิอิ๊ว เป็นต้น) ในการปรุงอาหารไทย มักจะใช้น้ำมันในการทำอาหารในปริมาณที่น้อย และผ่านการปรุงอย่างรวดเร็ว เพื่อคงไว้ถึงรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุง ซึ่งวิธีการปรุงอาหารไทยหลักๆ มีรายละเอียดดังนี้











การปรุงอาหารด้วยวิธีการผัด ( STIR-FRYING ) : วิธีนี้เป็นวิธีปรุงอาหารที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก ถ้าคุณไม่มีกระทะหลุมแบบที่ใช้กันโดยทั่วไป กระทะแบนสำหรับทอดก็สามารถใช้แทนกันได้ ก่อนการผัดทุกครั้งจะต้องตั้งไฟจนกระทะร้อนได้ที่ก่อนจะใส่วัตถุดิบ (เนื้อสัตว์ หรือ ผัก) ลงไปในกระทะ ในการผัดนั้น นิยมใช้ตะหลิว (ทั้งที่ทำจากโลหะ หรือไม้) เพื่อกลับอาหารในกระทะอย่างรวดเร็ว เมื่ออาหารสุก รีบปรุงรสและนำออกจากกระทะและเสิรฟขณะที่อาหารยังร้อนๆ เนื่องจากขั้นตอนการผัดนั้นมักจะใช้เวลาสั้น วัตถุดิบต่างๆที่จำเป็นต้องใช้ในการประกอบอาหารประเภทนั้นจะต้องถูกเตรียม ให้พร้อมก่อนเริ่มการผัด ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อทำการผัดอาหารแล้วจะได้อาหารที่สุกพอดี ไม่ไหม้จากการที่ต้องเสียเวลาเตรียมวัตถุดิบอื่นๆขณะที่ผัดอาหาร เคล็ดลับที่สำคัญในการผัดอาหารทะเลนั้น เวลาผัดจะต้องใช้ไฟสูง และผัดอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผิวด้านนอกของอาหารทะเลสุก ขณะที่ภายในยังนุ่ม (ปรุงงเกือบสุก - จะได้รสชาติดีที่สุด) อาหารทะเลที่ปรุงสุกเกินไปจะรสชาติไม่อร่อย ผิวแข็ง และกระด้าง















การปรุงอาหารด้วยวิธีการตุ๋น ( STEWING )
: การตุ๋นจะช่วยรักษาคุณประโยชน์ของสารอาหารไว้ได้เกือบครบ
ถ้วน โดยสารอาหารที่สำคัญจากเนื้อสัตว์ ผักและสมุนไพรต่างๆ จะยังคงอยู่ในน้ำที่ตุ๋นอาหาร เนื้อสัตว์ที่หยาบกระด้างเมื่อผ่านการตุ๋นแล้วจะทำให้เนื้อนุ่มน่ารับประทาน ในการตุ๋นอาหารโดยทั่วไป เนื้อสัตว์มักจะถูกหั่นเป็นชิ้นๆ ขนาดใกล้เคียงกัน และเติมน้ำลงไปพอท่วมเนื้อ และใส่ในหม้อต้มปิดด้วยฝาที่สนิท ตั้งไฟอ่อนๆ เพื่อค่อยๆตุ๋นให้วัตถุดิบภายในสุกอย่างช้าๆ น้ำที่ได้จากการตุ๋นสามารถใช้เสิรฟกับอาหารในลักษณะน้ำราดได้อีกด้วย












การปรุงอาหารด้วยวิธีการนึ่ง ( STEAMING )
: ในการปรุงอาหารด้วยวิธีนึ่งนั้น อาหารจะถูกปรุงให้สุกโดยใช้ไอน้ำที่เกิดจากการต้มน้ำภายใต้อาหารนั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นอาหารจะไม่มีการสัมผัสโดยตรงกับน้ำที่ต้ม ซึ่งจะส่งผลให้คุณค่าของสารอาหารยังคงอยู่กับอาหารอย่างครบถ้วน และที่สำคัญในการนึ่งนั้นแทบจะไม่ต้องเติมน้ำมันลงไปในการนึ่งเลย ทำให้การนึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการปรุงอาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เคล็ดลับที่สำคัญสำหรับการนึ่งอาหารให้รสชาติดีนั้น วัตถุดิบที่ใช้จะต้องสดมากๆ การนึ่งอาหารโดยทั่วไปจะต้องมีจานที่สามารถทนความร้อน (ทำจากเซรามิก, แก้ว, กระเบื้องก็ได้ ไม่แนะนำให้ใช้จานที่ทำจากพลาสติกหรือเมลามีน) และต้องมีซึ้ง (Steamer) โดยใส่น้ำต้มให้เดือดและนำอาหารที่ต้องการนึ่งวางบนจานทนความร้อนและใส่เข้าไปในซึ้ง และปิดฝาให้สนิท



การปรุงอาหารด้วยวิธีการทอด ( DEEP FRYING )
: วิธีการทอดนั้นจะทำให้อาหารสุกโดยการใส่เนื้อสัตว์หรือผักลงไปในน้ำมันที่ตั้งจนร้อน ปริมาณน้ำมันที่ใส่จะต้องมากพอที่จะท่วมอาหารที่จะนำไปทอด การทอดนั้นนิยมทอดในกระทะแบบหลุมหรือกระทะชนิดแบนก็ได้ อุณหภูมิของน้ำมันที่ใช้ในการทอดเป็นปัจจัยที่สำคัญมากในการปรุงอาหาร ถ้าน้ำมันไม่ร้อน เมื่อใส่อาหารลงไปทอด จะส่งผลให้อาหารอมน้ำมันและไม่น่ารับประทาน ขณะเดียวกันถ้าอุณหภูมิน้ำมันสูงเกินไป อาหารที่นำไปทอดก็จะไหม้ อุณหภูมิน้ำมันที่เหมาะสำหรับการทอดอยู่ที่ 180 องศาเซลเซียส (หรือประมาณ 350 องศาฟาเรนไฮต์) เมื่อทอดเสร็จแล้วควรสะเด็ดน้ำมันออกจากอาหารที่ทอด ตะแกรงลวดโลหะเป็นที่นิยมใช้ในการสะเด็ดน้ำมัน นอกจากนั้นกระดาษซับน้ำมันก็สามารถใช้ดูดซับน้ำมันออกจากอาหารที่ทอดได้ อาหารที่ผ่านการสะเด็ดน้ำมันเป็นอย่างดีจะช่วยคงความกรอบให้ยาวนานขึ้นอีกด้วย

การปรุงอาหารด้วยวิธีการย่าง ( GRILLING ) : การปรุงอาหารด้วยวิธีการ ย่างนั้น จะนำอาหารที่ต้องการปรุงให้สุก วางไว้บนไฟหรือความร้อน ซึ่งอาจเป็นเตาถ่าน, เตาไฟฟ้า บางครั้งอาจใช้เตาอบ หรือตั้งกระทะไว้บนไฟในการย่างอาหารก็ได้ ในการย่างอาหารไทยนั้น อาหารอาจถูกย่างโดยตรงกับไฟ หรืออาจห่อด้วย ใบไม้หรือฟลอยส์อลูมิเนียม สำหรับใบไม้ที่นิยมใช้นั้นก็มีใบตอง และใบเตย ซึ่งอาหารที่ห่อและนำไปย่างจะมีกลิ่นหอม ชวนน่ารับประทาน การย่างที่ถูกต้องนั้น จะต้องมีการกระจายความร้อนให้ทั่วอาหารเพื่อไม่ให้อาหารไหม้ ดังนั้นการกลับหน้าอาหารจึงมีความจำเป็น เคล็ดลับการย่างเนื้อสัตว์ให้อร่อยต้องย่างให้ผิวภายนอกให้สุก และพยายามให้เนื้อภายในเกือบสุก

ด้วยวิธีนี้จะได้เนื้อที่นุ่ม ไม่หยาบกระด้าง และน่าทานเป็นอย่างมาก

การปรุงอาหารด้วยวิธีการยำ ( SALADS ) : อาหารที่ปรุงด้วยวิธีการยำนั้น จำเป็นต้องเน้นรสชาติที่จัด และ เน้นเครื่องปรุง วัตถุดิบที่สดมากๆ รสชาติอาหารยำจะเป็นการผสมผสานกันของรสเปรี้ยว, รสเค็ม และรสเผ็ดร้อนของพริก ขณะที่การเพิ่มรสหวานนิดหน่อยจะช่วยทำให้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น สำหรับรสชาติของอาหารยำนั้นสามารถปรับได้ตามประเภทของอาหาร ในขั้นตอนการยำ วัตถุดิบต่างๆจะถูกหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ และนำไปลวกน้ำร้อนอย่างรวดเร็ว ในการคลุกวัตถุดิบและเครื่องปรุงเข้าด้วยกัน ต้องทำอย่างระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นอาหารจะเละ ไม่น่ารับประทาน เมื่อยำอาหารเสร็จแล้ว ต้องรีบเสิรฟทันที อาหารที่ยำเสร็จแล้วปล่อยทิ้งๆไว้นานๆรสชาติของอาหารจะไม่อร่อย เนื่องจากวัตถุดิบที่อยู่ในอาหารจะดูดน้ำยำไปจนหมด ทำให้เสียรสชาติเดิมที่ยำเสร็จใหม่ๆ